วิธีตั้ง Stop Loss

ทุกการเทรดไม่ว่าเป็นหุ้นหรือจะเป็นการเทรด Forex และอีกอื่นๆ มากมายต่างมีแนวทางที่น่าสนใจและสามารถเลือกลงทุนกันได้ ใครจะสามารถทำกำไรได้มากมายแล้วแต่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของบุคคลนั้นๆ หากมีความรู้มากกว่าก็ย่อมเทรดได้ดีกว่านั้นเองครับ บทความนี้จะพาทุกๆ ท่านไปพบกับ “วิธีตั้ง Stop Loss คืออะไรและทำอย่างไร” กันครับ จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น…เราไปรับชมพร้อมๆ กันเลยดีกว่าครับ

Stop Loss คืออะไร? และมีวิธีตั้ง Stop Loss อย่างไรได้บ้าง?

Stop Loss (SL) หรือ จุดตัดขาดทุน คือคำสั่งซื้อขายที่นักลงทุนกำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อ จำกัดการขาดทุน เมื่อราคาสินทรัพย์ที่เราลงทุนปรับตัวลงถึงระดับที่กำหนดไว้ ระบบจะทำการขายสินทรัพย์นั้นโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากเกินกว่าที่ยอมรับได้ หรือเพื่อรักษากำไรที่ได้มาแล้วไม่ให้ลดลงไปมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้

Stop Loss ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ทองคำ, คริปโตเคอร์เรนซี หรือสินทรัพย์อื่น ๆ เพราะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการขาดทุนที่ยอมรับได้ตั้งแต่ก่อนเข้าลงทุน ทำให้สามารถจำกัดความเสียหายและมีโอกาสแก้ตัวในการลงทุนครั้งต่อไปได้

วิธีตั้ง Stop Loss อย่างไรได้บ้าง?

การวิธีตั้ง Stop Loss มีหลากหลายข่องทาง ซึ่งแต่ละวิธีก็เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล:

  1. Percentage Stop (ตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์)
    • วิธี: กำหนดเปอร์เซ็นต์ของการขาดทุนที่ยอมรับได้จากราคาซื้อ เช่น 5%, 10% หรือ 15%
    • ตัวอย่าง: หากซื้อหุ้นราคา 100 บาท และตั้ง Stop Loss ที่ 10% ระบบจะขายหุ้นอัตโนมัติเมื่อราคาลดลงถึง 90 บาท
    • ข้อดี: ง่ายต่อการคำนวณและเหมาะสำหรับมือใหม่
    • ข้อควรระวัง: อาจไม่ได้พิจารณาถึงลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแต่ละตัว
  2. Chart Stop (ใช้กราฟเทคนิค)
    • วิธี: กำหนดจุด Stop Loss โดยอ้างอิงจากแนวรับ แนวต้าน, รูปแบบราคา (Price Pattern) หรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ต่างๆ บนกราฟ
    • ตัวอย่าง:
      • แนวรับ: หากซื้อหุ้นที่ราคาใกล้แนวรับ และราคาหลุดแนวรับนั้นลงมา ก็อาจตั้งเป็นจุด Stop Loss
      • เส้นค่าเฉลี่ย: หากราคาหุ้นหลุดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยสำคัญ (เช่น MA 20 วัน, 50 วัน) ก็ตั้งเป็นจุด Stop Loss
      • Swing Low: สำหรับคำสั่งซื้อ (Long Position) ให้ตั้ง Stop Loss ต่ำกว่าจุด Swing Low (จุดต่ำสุดที่ราคาย่อตัวลงก่อนที่จะดีดกลับขึ้นไป)
    • ข้อดี: มีเหตุผลรองรับทางเทคนิค ทำให้จุด Stop Loss มีความสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคา
    • ข้อควรระวัง: ต้องมีความรู้ในการวิเคราะห์กราฟเทคนิค
  3. Time Stop (ตั้งตามเวลา)
    • วิธี: กำหนดจุด Stop Loss ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ เช่น หากซื้อหุ้นแล้วราคาไม่ไปไหนเลยในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน) ก็จะทำการขายออกไป
    • ข้อดี: เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการจำกัดระยะเวลาในการถือครองสินทรัพย์
    • ข้อควรระวัง: อาจทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไรหากราคาเพิ่งจะเริ่มเคลื่อนไหวหลังจากนั้นไม่นาน
  4. Volatility Stop (อิงความผันผวน)
    • วิธี: กำหนด Stop Loss โดยพิจารณาจากความผันผวนของสินทรัพย์นั้นๆ เช่น ใช้ Average True Range (ATR) ในการกำหนดระยะห่างของจุด Stop Loss
    • ข้อดี: ปรับตัวตามความผันผวนของตลาด ทำให้จุด Stop Loss ไม่ใกล้หรือไกลเกินไป
    • ข้อควรระวัง: ต้องมีความเข้าใจในตัวชี้วัดความผันผวน
  5. Trailing Stop (ตั้งแบบเลื่อนตาม)
    • วิธี: เป็น Stop Loss ที่จะเลื่อนตามราคาที่ปรับตัวขึ้นไป หากราคาปรับตัวลง Stop Loss จะไม่เลื่อนกลับลงมา แต่จะยังคงอยู่ที่จุดสูงสุดที่เคยเลื่อนขึ้นไป
    • ตัวอย่าง: ซื้อหุ้นที่ 100 บาท ตั้ง Trailing Stop 5% หากราคาขึ้นไป 110 บาท Stop Loss จะเลื่อนขึ้นมาที่ 104.5 บาท (110 – 5%) หากราคาขึ้นไป 120 บาท Stop Loss จะเลื่อนขึ้นมาที่ 114 บาท (120 – 5%) แต่หากราคาตกลงจาก 120 บาทไป 115 บาท Stop Loss ก็ยังอยู่ที่ 114 บาท และจะถูกขายออกเมื่อราคาลงมาถึง 114 บาท
    • ข้อดี: ช่วยล็อคกำไรที่ได้มาแล้ว และยังคงเปิดโอกาสให้ทำกำไรได้มากขึ้นหากราคายังคงขึ้นต่อไป
    • ข้อควรระวัง: หากตลาดผันผวนมาก อาจทำให้ถูก Stop Loss บ่อยครั้ง

ข้อควรจำสำหรับวิธีตั้ง Stop Loss

  • กำหนด R:R Ratio (Risk-Reward Ratio): ควรวางแผนสัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่ต้องการ เช่น ยอมเสี่ยง 1 ส่วน เพื่อแลกกับกำไร 2 ส่วน (R:R 1:2)
  • ไม่ตั้ง Stop Loss ใกล้เกินไป: หากตั้ง Stop Loss ใกล้กับราคาซื้อมากเกินไป อาจทำให้ถูกตัดขาดทุนบ่อยครั้งโดยที่ราคายังไม่มีโอกาสกลับตัว
  • ปรับ Stop Loss ตามสถานการณ์: นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักจะปรับ Stop Loss แบบไดนามิกตามสภาวะตลาด และอาจเลื่อน Stop Loss ไปที่จุดคุ้มทุน (Break Even) เมื่อราคาขยับไปในทิศทางที่ต้องการ
  • ต้องมีวินัย: สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีวินัยในการปฏิบัติตามจุด Stop Loss ที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เพื่อป้องกันการขาดทุนที่อาจบานปลาย

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “วิธีตั้ง Stop Loss ให้รอดทุกสถานการณ์” ที่นำมาฝากทุกๆ ท่านกันในข้างต้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์ที่ดีสำหรับทุกๆ ท่านกันไม่มากก็น้อยกันนะครับ

Explore More

เฟอร์นิเจอร์แบบไหนที่เหมาะกับการตกแต่งคอนโดขนาดจำกัด

 ตกแต่งภายในคอนโด

สำหรับใครที่อาศัยอยู่ใน คอนโด ขนาดเล็ก ปัญหาที่หลายคนเจอคือ พื้นที่ไม่เพียงพอ เฟอร์นิเจอร์ดูแน่นห้อง หรือจัดวางแล้วยิ่งทำให้ห้องดูแคบกว่าเดิม การเลือกเฟอร์นิเจอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าเลือกผิด อาจทำให้บรรยากาศโดยรวมดูอึดอัด แต่ถ้าเลือกให้เหมาะสม ก็สามารถ ตกแต่งภายในคอนโด ให้ดูกว้างขึ้น ใช้งานได้คุ้มค่า และน่าอยู่มากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ มาดูกันว่า เฟอร์นิเจอร์แบบไหนที่เหมาะกับการ ตกแต่งคอนโด ขนาดจำกัด พร้อมเทคนิคดี ๆ ที่จะเปลี่ยนพื้นที่เล็กให้ดูใหญ่และมีสไตล์ได้ง่าย ๆ ทำไมต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับพื้นที่คอนโด? การ ตกแต่งภายในคอนโด ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่เหมาะ

เครื่องช่วยฟังผู้สูงอายุ สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนวัยเกษียณ

เครื่องช่วยฟังผู้สูงอายุ

โดยปัจจุบันไม่มียารักษาภาวะเสื่อมตามวัยของระบบประสาทหูปัญหาการได้ยินที่เกิดจากความ เสื่อมของหูชั้นใน เส้นประสาทหู และระบบประสาทส่วนกลาง

CFD คือดาบสองคม สะท้อนข้อดีและความเสี่ยงที่นักเทรดต้องรู้

CFD คืออะไร

ในแวดวงการเงินและการลงทุน มีคำพูดที่ฝังใจนักลงทุนมาทุกยุคทุกสมัยว่า “High Risk, High Return” หรือความเสี่ยงสูงมักมาพร้อมกับผลตอบแทนสูง และไม่มีเครื่องมือทางการเงินใดที่สะท้อนความจริงข้อนี้ได้ชัดเจนเท่ากับ CFD เพราะ CFD คือ สัญญาส่วนต่างราคา (Contract for Difference) ที่มอบโอกาสในการทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้เงินทุนหายไปในพริบตาได้เช่นกัน บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจ “-ข้อดีและข้อเสียทั้งสองด้านของ CFD” อย่างครบถ้วน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล ข้อดีของ CFD ที่ดึงดูดนักเทรดทั่วโลก 1. เลเวอเรจ: พลังขยายกำไร ข้อดีที่เด่นชัดที่สุดของ