Spread คืออะไร

ในโลกของการลงทุนยุคดิจิทัลปี 2026 ไม่ว่าคุณจะก้าวเข้าสู่ตลาด Forex, หุ้น หรือทองคำออนไลน์ สิ่งแรกที่จะปรากฏบนหน้าพอร์ตของคุณทันทีที่กดส่งคำสั่งซื้อขายคือ “สถานะติดลบ” ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับมือใหม่จำนวนมากว่าเงินหายไปไหน? คำตอบนั้นไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เพราะมันคือกลไกพื้นฐานที่เรียกว่า Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายที่โบรกเกอร์กำหนดไว้เพื่อเป็นค่าธรรมเนียมในการดำเนินธุรกรรมนั่นเอง การละเลยที่จะเรียนรู้วิธีคำนวณต้นทุนส่วนนี้เปรียบเสมือนการทำธุรกิจโดยไม่รู้ต้นทุนสินค้า ซึ่งอาจส่งผลให้กำไรที่คุณคาดหวังหดหายไปอย่างน่าเสียดาย บทความนี้จึงอาสาพาทุกคนไปชำแหละวิธีคำนวณสเปรดแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณวางแผนการเงินในพอร์ตได้อย่างแม่นยำครับ

ปูพื้นฐานก่อนคำนวณ Bid, Ask และค่าความต่าง

ก่อนจะไปถึงสูตรคำนวณ เราต้องรู้จักตัวละครหลัก 2 ตัวบนหน้าจอเทรดเสียก่อน เพราะในทุกๆ สินทรัพย์ทางการเงิน Spread คือ ผลลัพธ์จากการลบกันของราคาดังนี้

  • ราคา Bid (ราคาเสนอซื้อ): คือราคาที่ตลาด “พร้อมจะซื้อ” จากเรา เมื่อเราต้องการขายสินทรัพย์ (กด Sell) เราจะได้ราคานี้
  • ราคา Ask (ราคาเสนอขาย): คือราคาที่ตลาด “พร้อมจะขาย” ให้เรา เมื่อเราต้องการซื้อสินทรัพย์ (กด Buy) เราต้องจ่ายราคานี้ ซึ่งมักจะสูงกว่าราคา Bid เสมอ

สูตรพื้นฐาน:

ตัวอย่างเช่น หากราคาทองคำ (XAU/USD) มีราคา Ask อยู่ที่ 2,500.50 และราคา Bid อยู่ที่ 2,500.20 ค่าสเปรดจะเท่ากับ 0.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์นั่นเอง

หน่วยวัดที่ต้องรู้ Pips และ Points

การคำนวณต้นทุนในตลาดเทรดส่วนใหญ่จะอ้างอิงหน่วยวัดความเคลื่อนไหวของราคา ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการหาค่าส่วนต่างราคาที่แท้จริง

  • Pips (Percentage in Point): มักใช้ในตลาด Forex โดยจะเป็นทศนิยมตำแหน่งที่ 4 ของคู่เงินส่วนใหญ่ (ยกเว้นคู่เงิน JPY ที่เป็นทศนิยมตำแหน่งที่ 2)
  • Points (จุด): คือหน่วยที่เล็กที่สุด มักเป็นทศนิยมตำแหน่งสุดท้าย (ตำแหน่งที่ 5 ใน Forex หรือตำแหน่งที่ 2 ในทองคำ)

ในการพิจารณาว่า Spread คือ เท่าไหร่นั้น นักเทรดต้องสังเกตว่าโบรกเกอร์แสดงผลเป็นหน่วยใด เพราะ 1 Pip มักจะเท่ากับ 10 Points หากโบรกเกอร์บอกว่าสเปรดคือ 20 จุด นั่นหมายความว่าคือ 2 Pips การเข้าใจหน่วยวัดนี้จะช่วยให้คุณไม่สับสนเมื่อต้องนำตัวเลขไปคูณกับขนาดสัญญาในขั้นตอนถัดไป

วิธีคำนวณต้นทุนออกมาเป็นจำนวนเงิน (Dollar Amount)

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะนักลงทุนต้องการทราบว่า “การเทรดครั้งนี้ฉันเสียเงินค่าสเปรดไปกี่บาท?” โดยมีสูตรคำนวณดังนี้

สูตร:

ตัวอย่างการคำนวณในตลาด Forex: สมมติคุณเทรดคู่เงิน EUR/USD จำนวน 1.00 Lot โดยมีค่าสเปรดอยู่ที่ 10 จุด (1 Pip)

  • มูลค่าต่อ 1 จุดของเงิน 1.00 Lot ในคู่เงินนี้คือ 1 USD
  • การคำนวณ:
  • สรุป: ทันทีที่คุณเปิดออเดอร์ คุณจะเริ่มต้นด้วยการติดลบ -10 USD

การคำนวณนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนว่าในการทำธุรกรรมแต่ละครั้ง Spread คือ รายจ่ายที่คุณต้องเตรียมไว้ ซึ่งหากคุณเทรดหลายไม้ในวันเดียว ต้นทุนนี้จะพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนคุณอาจตกใจ

ปัจจัยที่ทำให้การคำนวณ “คลาดเคลื่อน” (Variable Spread)

นักเทรดหลายคนสงสัยว่า ทำไมบางครั้งคำนวณแล้วไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง? นั่นเป็นเพราะโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ใช้ระบบ “สเปรดลอยตัว”

  • ช่วงเวลาตลาด: ในช่วงรอยต่อของการเปิด-ปิดตลาด หรือช่วงเช้ามืด สภาพคล่องในตลาดโลกจะต่ำมาก ส่งผลให้ค่า Spread คือ ตัวเลขที่ถ่างกว้างขึ้นหลายเท่าตัว หากคุณเข้าเทรดในช่วงนี้ ต้นทุนจะสูงกว่าปกติมหาศาล
  • ช่วงข่าวเศรษฐกิจ: เมื่อมีการประกาศตัวเลขสำคัญ เช่น Non-Farm Payrolls ราคาจะวิ่งรุนแรง โบรกเกอร์จะขยายสเปรดเพื่อป้องกันความเสี่ยง ทำให้ต้นทุนการเข้าเทรดพุ่งสูงขึ้นกะทันหัน

การสังเกตพฤติกรรมของสเปรดในแต่ละช่วงเวลาจะช่วยให้คุณเลือก “จังหวะเทรด” ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนักเทรดมืออาชีพ

การเปรียบเทียบค่า Spread กับบัญชีประเภทต่างๆ

เพื่อให้การคำนวณต้นทุนของคุณมีประสิทธิภาพที่สุด คุณต้องทราบว่าประเภทบัญชีมีผลต่อค่าส่วนต่างราคาอย่างไร

  • บัญชี Standard: มักไม่มีค่าคอมมิชชัน แต่ค่า Spread คือ ส่วนที่ค่อนข้างหนา (เช่น 1.5 – 2.0 Pips) ต้นทุนถูกรวมไว้ที่เดียวทำให้คำนวณง่ายสำหรับมือใหม่
  • บัญชี ECN / Raw Spread: จะให้สเปรดที่ต่ำมาก (บางครั้งเป็น 0) แต่จะมีการเก็บค่าคอมมิชชันแยกต่างหาก (เช่น $7 ต่อ 1.00 Lot)

นักเทรดต้องนำทั้งค่าสเปรดและค่าคอมมิชชันมาบวกกันเพื่อหา “ต้นทุนรวม” ในบางกรณีการเทรดบัญชี ECN อาจจะประหยัดกว่ามากสำหรับผู้ที่เทรดบ่อยครั้ง (Scalping) เพราะเมื่อคำนวณออกมาแล้ว ต้นทุนสุทธิต่อออเดอร์อาจต่ำกว่าบัญชี Standard เกือบเท่าตัว

ข้อควรระวังและการใช้เครื่องมือช่วยคำนวณ

นอกจากการคำนวณด้วยมือแล้ว ปัจจุบันมีเครื่องมือที่จะช่วยให้นักลงทุนรู้ว่า Spread คือ เท่าไหร่ได้แบบ Real-time:

  • Indicator Spread: บนโปรแกรม MT4/MT5 คุณสามารถติดตั้งอินดิเคเตอร์ที่จะแสดงตัวเลขสเปรดปัจจุบันบนหน้าจอกราฟได้เลย
  • Trade Calculator: โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มักจะมีเครื่องมือคำนวณบนหน้าเว็บไซต์ เพียงแค่ใส่ชื่อคู่เงินและจำนวน Lot ระบบจะคำนวณต้นทุนออกมาให้ทันที

ข้อควรระวัง: อย่าลืมว่าค่าสเปรดส่งผลต่อจุด Stop Loss และ Take Profit ของคุณด้วย หากคุณตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ใกล้เกินไป โดยไม่เผื่อระยะสเปรด ออเดอร์ของคุณอาจถูกปิดทั้งที่ราคายังวิ่งไปไม่ถึงเส้นที่กำหนดในกราฟ

การทำความเข้าใจและฝึกคำนวณต้นทุนจากส่วนต่างราคาถือเป็นทักษะพื้นฐานที่ไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะในการลงทุนทุกรูปแบบ Spread คือ รายจ่ายก้อนแรกที่คุณต้องจ่ายให้กับตลาดเสมอ การรู้ที่มาที่ไปของหน่วย Pips และ Points รวมถึงการรู้จักเลือกช่วงเวลาและประเภทบัญชีที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลงได้และสร้างกำไรได้ต่อไปในอนาคตครับ

Explore More

รู้ใจ บริการเปรียบเทียบ  เบี้ยประกันรถยนต์

การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ถือเป็นหนึ่ง ตัวช่วยที่จะทำให้ ผู้ที่มีรถยนต์และขับขี่บนท้องถนนลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่จะสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตดังนั้นสำหรับใครที่มีรถแล้วการเลือกประกันรถยนต์ไว้คุ้มครองเธอเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยให้คุณไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงมาด้วยตัวเอง ดังนั้นในวันนี้ถ้าคุณกำลังมองหารูปแบบประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับตัวคุณเองคุณสามารถเข้ามาเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์กับเว็บรู้ใจ เพื่อที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ที่มีราคาเบี้ยประกันรถยนต์ถูกที่สุดและได้รับความคุ้มครองในประกันในรูปแบบที่คุณต้องการมากที่สุดไปใช้งานถ้าคุณพร้อมแล้วตามเราเข้าไปเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ได้เลย เปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ ทำอย่างไร สำหรับในการเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณได้ซื้อประกันในรูปแบบที่คุณต้องการจริงๆในราคาที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณด้วยทำให้ไม่เกิดปัญหาในการต่อประกันหรือในการซื้อประกันที่คุณกำลังต้องการอยู่ซึ่งแน่นอนว่าคุณสามารถเข้ามาใช้บริการเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์กับเรา รู้ใจ ตัวช่วยดีๆที่จะทำให้คุณเข้าถึงรูปแบบประกันที่คุณต้องการได้ง่ายมากขึ้นซึ่งข้อดีของการเข้ามาใช้บริการเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์กับเราคือ เชื่อได้เลยว่าถ้าคุณกำลังมองหาประกันภัยรถยนต์สามารถเข้ามาใช้บริการเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ที่เว็บของเรารู้ใจจะช่วยเพิ่มโอกาสทำให้คุณเข้าถึงรูปแบบประกันภัยที่เหมาะกับตัวคุณเองและเป็นประกันภัยที่ดีที่สุดราคาเบี้ยประกันรถยนต์ถูกที่สุดถ้าคุณสนใจเข้ามาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและใช้บริการกับเราได้ เราพร้อมให้ความช่วยเหลือในทุกๆเรื่องเกี่ยวกับรูปแบบประกันรถยนต์ที่คุณต้องการเพียงคุณเข้ามาใช้บริการกับ รู้ใจ

เครื่องช่วยฟังผู้สูงอายุ สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนวัยเกษียณ

เครื่องช่วยฟังผู้สูงอายุ

โดยปัจจุบันไม่มียารักษาภาวะเสื่อมตามวัยของระบบประสาทหูปัญหาการได้ยินที่เกิดจากความ เสื่อมของหูชั้นใน เส้นประสาทหู และระบบประสาทส่วนกลาง

Stop Loss อย่างเซียน ตั้งยังไงให้รอดทุกสถานการณ์

วิธีตั้ง Stop Loss

ทุกการเทรดไม่ว่าเป็นหุ้นหรือจะเป็นการเทรด Forex และอีกอื่นๆ มากมายต่างมีแนวทางที่น่าสนใจและสามารถเลือกลงทุนกันได้ ใครจะสามารถทำกำไรได้มากมายแล้วแต่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของบุคคลนั้นๆ หากมีความรู้มากกว่าก็ย่อมเทรดได้ดีกว่านั้นเองครับ บทความนี้จะพาทุกๆ ท่านไปพบกับ “วิธีตั้ง Stop Loss คืออะไรและทำอย่างไร” กันครับ จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น…เราไปรับชมพร้อมๆ กันเลยดีกว่าครับ Stop Loss คืออะไร? และมีวิธีตั้ง Stop Loss อย่างไรได้บ้าง? Stop Loss (SL) หรือ จุดตัดขาดทุน คือคำสั่งซื้อขายที่นักลงทุนกำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อ จำกัดการขาดทุน เมื่อราคาสินทรัพย์ที่เราลงทุนปรับตัวลงถึงระดับที่กำหนดไว้