
ในแวดวงการเงินและการลงทุน มีคำพูดที่ฝังใจนักลงทุนมาทุกยุคทุกสมัยว่า “High Risk, High Return” หรือความเสี่ยงสูงมักมาพร้อมกับผลตอบแทนสูง และไม่มีเครื่องมือทางการเงินใดที่สะท้อนความจริงข้อนี้ได้ชัดเจนเท่ากับ CFD เพราะ CFD คือ สัญญาส่วนต่างราคา (Contract for Difference) ที่มอบโอกาสในการทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้เงินทุนหายไปในพริบตาได้เช่นกัน บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจ “-ข้อดีและข้อเสียทั้งสองด้านของ CFD” อย่างครบถ้วน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล
ข้อดีของ CFD ที่ดึงดูดนักเทรดทั่วโลก
1. เลเวอเรจ: พลังขยายกำไร ข้อดีที่เด่นชัดที่สุดของ CFD คือ การใช้เลเวอเรจ ซึ่งหมายถึงการที่คุณสามารถควบคุมสถานะการลงทุนที่มีมูลค่ามากกว่าเงินที่คุณมีอยู่จริง เช่น หากโบรกเกอร์ให้เลเวอเรจ 1:10 คุณใช้เงินเพียง 1,000 บาท แต่สามารถเปิดสถานะมูลค่า 10,000 บาทได้ ซึ่งหมายความว่าหากราคาขึ้น 10% คุณจะได้กำไร 1,000 บาท หรือ 100% ของเงินลงทุน
2. เทรดได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ประการที่สองที่ทำให้ CFD คือ เครื่องมือที่นักเทรดมืออาชีพชื่นชอบคือ ความสามารถในการทำกำไรได้ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง เมื่อคุณคิดว่าราคาจะขึ้น คุณ “Buy” และเมื่อคิดว่าจะลง คุณ “Sell” โดยไม่ต้องถือสินทรัพย์นั้นก่อน
3. เข้าถึงตลาดหลากหลาย เพราะ CFD คือ ประตูเปิดสู่ตลาดโลกจากแพลตฟอร์มเดียว คุณสามารถเทรดหุ้น ทอง น้ำมัน ดัชนี ค่าเงิน และคริปโตได้จากที่เดียว
4. ไม่มีค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ซับซ้อน เพราะโบรกเกอร์ CFD ส่วนใหญ่คิดค่าธรรมเนียมผ่าน Spread เท่านั้น โดยไม่มีค่านายหน้าแบบดั้งเดิม ทำให้ต้นทุนการเทรดต่ำลง
5. ยืดหยุ่นในการกำหนดขนาดการลงทุน CFD คือ เครื่องมือที่ช่วยให้นักเทรดสามารถเลือกขนาด Position ได้ตามต้องการ ตั้งแต่ขนาดเล็กมากสำหรับมือใหม่ไปจนถึงขนาดใหญ่สำหรับมืออาชีพ
ความเสี่ยงของ CFD ที่ไม่ควรมองข้าม
1. เลเวอเรจ: ดาบที่ตัดได้สองทาง โดยความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของ CFD คือ สิ่งเดียวกับที่เป็นจุดเด่น นั่นก็คือเลเวอเรจ หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทาง ความสูญเสียของคุณก็จะถูกขยายใหญ่ขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน ในกรณีที่เลวร้าย คุณอาจสูญเสียมากกว่าเงินที่ฝากไว้ในบัญชี
2. Margin Call เมื่อมูลค่าบัญชีของคุณลดลงต่ำกว่าระดับมาร์จิ้นที่กำหนด โบรกเกอร์จะออก Margin Call เรียกให้คุณเติมเงิน มิฉะนั้นจะปิดสถานะโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจทำให้คุณถูก Lock In ขาดทุนก่อนที่ตลาดจะกลับมา
3. ความเสี่ยงจากโบรกเกอร์ เนื่องจาก CFD คือ การทำสัญญาโดยตรงกับโบรกเกอร์ ไม่ใช่การซื้อขายในตลาดกลางที่มีการกำกับดูแลเต็มรูปแบบ หากโบรกเกอร์ประสบปัญหาทางการเงินหรือไม่ซื่อสัตย์ เงินของคุณอาจมีความเสี่ยง
4. ค่า Overnight Financing สำหรับสถานะที่ถือข้ามคืน จะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า Swap หรือ Overnight Financing ซึ่งหากถือสถานะไว้นานหลายวัน ค่าใช้จ่ายนี้อาจสะสมจนกัดเข้ากำไรของคุณอย่างมีนัยสำคัญ
5. ความผันผวนของตลาด ตลาดการเงินมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงประกาศข่าวสำคัญทางเศรษฐกิจ ความผันผวนนี้อาจทำให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนยากที่จะรับมือ
วิธีจัดการความเสี่ยงใน CFD
แม้ว่า CFD คือ เครื่องมือที่มีความเสี่ยงสูง แต่นักเทรดมืออาชีพมักใช้กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงเหล่านี้ ได้แก่ การตั้ง Stop Loss ทุกครั้งที่เปิดสถานะ, การไม่เสี่ยงมากกว่า 1-2% ของพอร์ตต่อการเทรดครั้งเดียว, การใช้เลเวอเรจให้เหมาะสมกับประสบการณ์, การไม่ Over-trade หรือเปิดสถานะมากเกินไปพร้อมกัน และการศึกษาและทำความเข้าใจตลาดอย่างต่อเนื่อง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ จะเห็นกันแล้วใช่มั้ยหล่ะครับว่า CFD เป็นดาบสองคมที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยงในระดับสูง ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเทรด CFD มักไม่ใช่คนที่โชคดีที่สุด แต่เป็นคนที่มีวินัย มีความเข้าใจในตลาดอย่างลึกซึ้ง และสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ การเข้าใจทั้งด้านดีและด้านเสี่ยงของ CFD จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดสู่การเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับทุกๆ ท่านที่จะเลือกใช้งานนั้นเองครับ สุดท้ายนี้ขอให้ประสบความสำเร็จในการเทรดกันนะครับ
